วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

สิ่งที่ไม่สอนในโรงเรียน (ตอนที่ 1 / 4)



1. สิ่งที่สอน : มีกล่าวถึงการบินครั้งแรกของมนุษย์ว่าเกิดขึ้น โดย โรเจอร์ เบคอน ซึ่งเป็นผู้ร่างระบบกลไกการบิน เลโอนาร์โด ดาวินชี ก็เช่นกัน เขาได้รับการบอกในความรู้สึก ถึงการขนส่งทางอากาศ และร่างต้นแบบหลายๆแบบขึ้นมา
สิ่งที่ควรจะสอน : อิบนุ ฟิรนาส อิสลามในสเปน เป็นผู้คิดค้น สร้าง และทดสอบเครื่องที่ใช้บิน ในปีคริสต์ศักราชที่ 800 โรเจอร์ เบคอน เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องที่ใช้บินจากตำราภาษาอาหรับของ อิบนุ ฟิรนาส สิ่งประดิษฐ์อันหลังนี้ห่างกัน 500 ปีและของ ดาวินชี ประมาณ 700 ปี

2. สิ่งที่สอน กระจกเงาถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1291 ในเวนิซ
สิ่งที่ควรจะสอน : กระจกเงาถูกนำมาใช้ในอิสลามสเปน ในช่วงต้นๆ ของศตวรรษที่ 11     ชาวเวนิส เรียนรู้ศิลปะของการผลิตแก้วจากช่างฝีมือชาวซีเรียในช่วงศตวรรษที่ 9 และ 10
 

3. สิ่งที่สอนจนกระทั่งในศตวรรษที่ 14 นาฬิกาที่มีอยู่เป็นเพียงนาฬิกาน้ำเท่านั้น  ในปี 1335 นาฬิกาเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นในมิลาน ประเทศ อิตาลี นี่น่าจะเป็นนาฬิกาที่ขับเคลื่อนด้วยตุ้มน้ำหนักเครื่องแรก
สิ่งที่ควรจะสอน : ความหลากหลายของนาฬิกาเครื่องจักรกลผลิตโดยวิศวกรมุสลิมชาวสเปน ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และความรู้นี้ถูกถ่ายทอดไปยังยุโรปผ่านการแปลเป็นภาษาละตินจากหนังสืออิสลามในเรื่องกลศาสตร์ นาฬิกาเหล่านี้เป็นชนิดที่ทำงานด้วยน้ำหนัก มีแบบและภาพบรรยายประกอบของระบบหมุนรอบแกนกลาง และมีเฟืองแต่ละส่วน นาฬิกาดังกล่าวมีเฟืองแกว่งเป็นปรอท ประเภทหลังนี้ถูกชาวยุโรปคัดลอกไปตรงๆในช่วงศตวรรษที่ 15 นอกจากนี้ วิลล์ ดูแรนท์ กล่าวว่า ในระหว่างศตวรรษที่ 9 อิบนุ ฟิรนาส อิสลามชาวสเปน ได้คิดค้นอุปกรณ์เหมือนนาฬิกาขึ้นมาซึ่งช่วยรักษาเวลาได้อย่างเที่ยงตรง ชาวมุสลิมยังสร้างนาฬิกาดาราศาสตร์ที่มีความแม่นยำสูงขึ้นมาอย่างหลากหลายสำหรับใช้ในหอดูดาวของพวกเขาอีกด้วย

4. สิ่งที่สอน :  ในศตวรรษที่ 17 ลูกตุ้มได้รับการพัฒนา โดย กาลิเลโอ ในช่วงวัยรุ่นของเขา  เขาสังเกตเห็นโคมระย้าโยกไปมาเมื่อถูกลมพัด เป็นผลให้เขากลับบ้านไปคิดค้นลูกตุ้มขึ้นมาใช้
สิ่งที่ควรจะสอน : ลูกตุ้มถูกค้นพบโดย อิบนุ ยูนุส อัล มัสรี่ ในช่วงศตวรรษที่ 10 เขาเป็นคนแรกที่ศึกษา และบันทึกข้อมูลไว้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวไกวแกว่งของมัน นักฟิสิกส์ชาวมุสลิมนำคุณประโยชน์ของมันมาใช้กับนาฬิกาในช่วงศตวรรษที่ 15
 

5. สิ่งที่สอน :  เครื่องพิมพ์และโรงพิมพ์ เกิดขึ้นในตะวันตกโดยโจฮัน กูเทนเบิร์กเยอรมนี ในช่วงศตวรรษที่ 15
สิ่งที่ควรจะสอน : ในปี 1454 กูเทนเบิร์กพัฒนาเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยที่สุดในยุคกลาง แต่ประเภททองเหลืองเคลื่อนย้ายได้นั้นถูกใช้ในอิสลามสเปนมาก่อนแล้วเป็น 100 ปี และที่นั่นคือที่สร้างอุปกรณ์การพิมพ์เครื่องแรกของชาวตะวันตก

6. สิ่งที่สอน :  การศึกษาค้นคว้าของไอแซกนิวตันในศตวรรษที่ 17 เกี่ยวกับเลนส์ แสง และปริซึม เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในเรื่องแว่นตา
สิ่งที่ควรจะสอน : ในศตวรรษที่ 1 อัลฮัยตัมเป็นผู้กำหนดเกือบทุกสิ่งที่นิวตันพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องเลนส์ก่อนจากนั้นหลายศตวรรษ และได้รับการยกย่องจากผู้ที่รอบรู้จำนวนมากว่าเป็น "ผู้สร้างแว่นตา" มีข้อสงสัยนิดหน่อยว่านิวตันคงได้รับอิทธิพลมาจากเขา อัลฮัยตัมเป็นนักฟิสิกส์แนวหน้าจากยุคกลาง ผลงานของเขาถูกนักวิชาการยุโรปจำนวนมากนำมาใช้ประโยชน์และใช้อ้างอิงในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 มากกว่าผลงานของนิวตันกับกาลิเลโอรวมกันเสียอีก

7. สิ่งที่สอน :  ในช่วงศตวรรษที่17 ไอแซกนิวตันได้พบว่าแสงขาวประกอบด้วยรังสีต่างๆของแสงสี
สิ่งที่ควรจะสอน : อัลฮัยตั้ม (ในศตวรรษที่ 11) และกะม้าล อั้ด ดีน (ในศตวรรษที่ 14) เป็นผู้ค้นพบสิ่งนี้โดยสมบูรณ์ทั้งหมด นิวตันได้ทำการค้นพบต้นแบบบางอย่าง แต่ไม่ใช่หนึ่งจากสิ่งเหล่านี้เลย

8. สิ่งที่สอน :  แนวคิดในเรื่องขอบเขตธรรมชาติของสสารถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกโดยแอนทิโอนี่ ลา-วอยซิเออร์ ในช่วงศตวรรษที่ 18 เขาค้นพบว่า ถึงแม้ว่าสสารจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือรูปทรง แต่มวลของมันจะยังคงเหมือนเดิม ดังนั้น ยกตัวอย่างเช่น การที่น้ำถูกทำให้ร้อนจนกลายเป็นไอ เกลือละลายในน้ำ หรือในกรณีที่ชิ้นส่วนของไม้ถูกเผาไหม้กลายเป็นขี้เถ้าไป แต่มวลรวมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ควรจะสอน : หลักการของการค้นพบครั้งนี้ถูกบรรจงเขียนขึ้นมาหลายศตวรรษก่อนนักวิชาการสำคัญๆในอิสลามเปอร์เซีย อัล บิรูนี (1050) ลา-วอยซิเออร์ เป็นศิษย์ของนักเคมีและนักฟิสิกส์ชาวมุสลิมและมักจะใช้หนังสือของพวกเขาในอ้างอิงอยู่บ่อยครั้ง
 

9. สิ่งที่สอน :  ชาวกรีกเป็นนักพัฒนาวิชาตรีโกณมิติ
สิ่งที่ควรจะสอน : ตรีโกณมิติ ส่วนใหญ่ยังคงยังเป็นวิทยาศาสตร์เชิงทฤษฎีในหมู่ชาวกรีกอยู่ จนกระทั่งได้รับการพัฒนาไปถึงระดับที่สมบูรณ์แบบที่สุด​​โดยนักวิชาการมุสลิม อย่างไรก็ตามเราจะต้องให้ความน่าเชื่อถือแก่ อัล-บัตตอนี (อับดุลลอฮฺ มุฮัมหมัด อิบนุ ญาบิร อิบนุ ซินาน อัลร้อกกี อัลฮารอนี  ซอเบี้ยะอฺ อัลบัตตอนี – เป็นมุสลิมอาหรับ นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์) คำอรรถาธิบายพื้นฐานฟังค์ชั่นของศาสตร์แขนงนี้ ไซน์ โคไซน์ และแทนเจนต์ ทั้งหมดมาจากภาษาอาหรับ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าผลงานดั้งเดิมของชาวกรีกที่อยู่ในตรีโกณมิตินั้นมีน้อยมาก

10. สิ่งที่สอน :  การใช้เศษส่วน ทศนิยม ในวิชาคณิตศาสตร์ได้รับการพัฒนาครั้งแรกโดยชาวดัตช์ ชื่อไซม่อน สตีเว่น ในปี 1589 เขาช่วยให้เกิดความก้าวหน้าในด้านวิชาคณิตศาสตร์โดยการเปลี่ยนเศษส่วนยุ่งยากเช่น 1/2 ให้เป็นทศนิยม เช่น 0.5 เป็นต้น
สิ่งที่ควรจะสอน : นักคณิตศาสตร์มุสลิมเป็นคนแรกที่ใช้ทศนิยมแทนเศษส่วนบนเครื่องวัดขนาดใหญ่ หนังสือ "กุญแจสำคัญสู่คณิตศาสตร์" ของอัลคัชฮี เขียนในตอนเริ่มต้นของศตวรรษที่ 15 และเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการประยุกต์ใช้ระบบทศนิยม ไปสู่จำนวนเต็ม และ เศษส่วน ดังกล่าว เป็นไปได้สูงมากที่สตีเว่นนำเอาความคิดที่ได้จากการทำงานของอัลคัชฮีนี้ไปยังยุโรป


วันนี้คุณได้คุยกับลูกๆของคุณหรือยัง?



โดย ดร. อาอิชะฮฺ ฮัมดัน
คุณมีการสนทนาที่มีความหมายร่วมกันบ้างไหม? คุณรู้ไหมว่าลูกๆของคุณประสบความสำเร็จกับเรื่องใดในวันนี้ เขามีความรู้สึกอย่างไร เขามีความกังวลอะไรหรือไม่? ลูกๆของคุณรู้ไหมว่าคุณห่วงใยพวกเขา ในอิสลาม ความสัมพันธ์เครือญาติ และครอบครัวมีความเหนียวแน่นมาก และเป็นสิ่งที่มักจะมีความเกี่ยวพันกันไปตลอดชีวิตของเรา มีผลกระทบที่ร้ายแรงมากสำหรับคนที่ตัดสินใจที่จะทำลายความสัมพันธ์เหล่านี้
อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ในกุรอาน ซูเราะฮฺ ที่ 47 อายะฮฺที่ 22 – 23 ว่า...
“ดังนั้นหวังกันว่า หากพวกเจ้าผินหลังให้ (กับการอีมานแล้ว) พวกเจ้าก็จะก่อความเสียหายในแผ่นดิน และตัดความสัมพันธ์ทางเครือญาติของพวกเจ้ากระนั้นหรือ ชนเหล่านี้คือบรรดาผู้ที่อัลลอฮฺทรงสาปแช่งพวกเขา ดังนั้นพระองค์จึงทรงทำให้พวกเขาหูหนวกและทรงทำให้พวกเขาตาบอด”
ท่านศาสดา  กล่าวว่า “ ใครก็ตามที่ทำลายห่วงโซ่สัมพันธ์เครือญาติ จะไม่ได้เข้าสู่สรวงสวรรค์” (อัล​​บุคอรีและมุสลิม)
องค์ประกอบสำคัญของความสัมพันธ์ในครอบครัวของเราคือการสื่อสาร ตามความเป็นจริงแล้ว โดยปกติ ถึงไม่ต้องสื่อสาร ก็ยังจะมีความสัมพันธ์อยู่แล้วในระหว่างผู้คน ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมในบ้านหลังเดียวกันนั้น การปฏิสัมพันธ์ที่จำกัดหรือการเป็นศัตรูจะทำให้เกิดความไม่พอดีกับเกณฑ์การรักษาความสัมพันธ์เครือญาติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีความหมายในครอบครัวของเรา เราต้องรู้วิธีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและมีความจริงใจต่อกันและกัน ส่วนหลักๆของสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับทักษะ และวิธีใช้การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติอย่างเพียรพยายาม และใช้ความจริงใจ

ต่อไปนี้คือข้อแนะนำในการเสริมสร้างความสัมพันธ์เหล่านี้
1) การฟังอย่างกระตือรือร้น
คุณอาจจะประหลาดใจที่พบว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพคือการฟัง ซึ่งหมายความว่าผู้ฟังให้ความสนใจต่อผู้พูดอย่างเต็มที่ และพยายามที่จะเข้าใจคำพูดและความรู้สึกของเขา/เธอ ผู้ฟังควรงดจากการตัดสินใดๆก่อน แต่ให้ความสนใจ และให้ความเคารพในสิ่งที่เขา/เธอพูด แล้วเขาหรือเธออาจจะย้ำเนื้อหา และความรู้สึกที่จะแสดงให้เห็นว่าเขา/เธอก็มีความจริงใจอยู่ ท่านนบี  มักจะให้ความสนใจอย่างเต็มที่เสมอต่อทุกคนที่ท่านพูดคุยด้วย แม้แต่ต่อศัตรูของท่าน และบรรดาผู้ที่ท่านมีความเห็นต่าง
ในทางกลับกัน เมื่อท่านพูดกับสหายของท่าน พวกเขาก็จะตั้งใจฟังท่าน และให้ความสำคัญกับทุกคำที่ท่านกล่าว

2) ระดับความเข้าใจ
พ่อแม่ผู้ปกครองควรตระหนักไว้เสมอถึงอายุและระดับความเข้าใจของลูกๆ และควรพูดคุยกับเขา/เธอตามระดับของพวกเขา ท่านนบี   กล่าวว่า “เมื่อพูดกับผู้คน ให้คำนึงถึงระดับความเข้าใจของพวกเขา ท่านชอบที่จะให้พวกเขาคิดว่าสิ่งที่ท่านบอกพวกเขาจากอัลลอฮฺ  และศาสนทูตของพระองค์นั้นเป็นเรื่องโกหกหรือ?” (อัล​​บุคอรี) นี่เป็นสิ่งสำคัญที่เด็กๆ จะต้องเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดออกไป อย่าให้ความคาดหวังของพ่อแม่นั้นเกินความสามารถของเด็กที่จะรับได้ซึ่งจะกลายมาเป็นต้นเหตุแห่ง​​ปัญหา และอย่าสร้างความยุ่งยากให้กับเด็กโดยไม่จำเป็น
นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจโดยเฉพาะต่อประเด็นที่อ่อนไหวง่าย อย่างเช่นการพูดคุยเรื่องความตาย เรื่องความสงบเสงี่ยมเจียมตนของแต่ละบุคคล และความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ ระดับเหล่านี้มีความจุกจิกแตกต่างกันออกไปมากมาย และจะต้องเลือกระดับที่ถูกต้องสำหรับเด็กแต่ละวัย วิธีหนึ่งที่จะตรวจสอบให้แน่ใจได้ว่าเราควรจะใช้วิธีไหนนั้น ให้วัดดูที่ประเภทของคำถามที่เด็กใช้ถามเรา

3) มารยาทของมุอฺมิน (ผู้ศรัทธา )
ผู้ศรัทธาคือคนที่เชื่อมั่นในสาสน์จากอัลลอฮฺ  และปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมหมัด  ในเรื่องความสัมพันธ์นั้น ผู้ศรัทธาจะต้องแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความเมตตา ความอดทน อดกลั้น เป็นธรรม มีความน่าเชื่อถือ ฯลฯ เขาจะหลีกเลี่ยงจากการกระเซ้าเย้าแหย่ กล่าวโทษ ดูแคลน เยาะเย้ย พูดมาก พูดไร้สาระ และจับผิด มีโองการกุรอานและอัลฮะดีษจำนวนมากที่ให้คำอธิบายในรายละเอียดของหัวข้อเหล่านี้ไว้ เช่น
แท้จริง อัลลอฮฺทรงอยู่ร่วมกับผู้อดทนทั้งหลาย  (2:153)
จงพูดจาแก่เพื่อนมนุษย์อย่างดี (2:83)
คำพูดที่ดี และการให้อภัยนั้น ดียิ่งกว่าทานที่มีการก่อความเดือดร้อน (2:263)
 “มุสลิมเป็นพี่น้องกัน เขาจะไม่ทำผิดต่อกัน หรือดูถูกกัน หรือทำลายเกียรติกัน”  
(ซอเฮี้ยะหฺมุสลิม)  
และในอีกฮะดีษหนึ่ง ท่านนบี  กล่าวว่า
“สิ่งที่จะทำให้คนส่วนใหญ่เข้าสู่สรวงสวรรค์คือความเกรงกลัวอัลลอฮฺ และมารยาทที่ดีงาม” (อัตติรมิซียฺ)
หลักการเหล่านี้ควรจะนำมาใช้ในการสนทนากับทั้งเด็ก วัยรุ่นและผู้ใหญ่ และก็น่าจะสำคัญมากกว่าสำหรับคนหนุ่มสาว เพราะเราเป็นตัวอย่างสำหรับพวกเขา เราต้องการให้เด็กของเราเรียนรู้อะไร? เราไม่สามารถคาดหวังเอาความเมตตา และความเคารพจากลูกหลานของเราได้หรอก ถ้าเราไม่ให้ความเมตตา และความเคารพต่อพวกเขา

4) หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
ท่านนบี  กล่าวว่า “ถ้าผู้หนึ่งเลิกโต้เถียงเนื่องจากเขาเป็นฝ่ายผิด บ้านหลังหนึ่งในสวนสวรรค์จะถูกสร้างขึ้นสำหรับเขา แต่ถ้าผู้หนึ่งเลิกโต้เถียงแม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม เขาจะได้บ้านหลังหนึ่งในส่วนที่สูงส่งที่สุดของสวนสวรรค์” (อัตติรมิซียฺ) คุณค่าของคำสอนนี้วางอยู่บนหลักความจริงที่ว่าความขัดแย้งและข้อพิพาทนั้นจะนำไปสู่​​ความแตกหักทางความสัมพันธ์ ทำให้เกิดความเคียดแค้น ความเป็นศัตรู และความเกลียดชังกัน ผมได้ทำงานกับหลายๆครอบครัวที่สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และมันกลายเป็นเรื่องยากมากที่จะรักษาบาดแผลนั้น และนำสมาชิกในครอบครัวกลับมารวมกันให้เหมือนเดิมอีกครั้ง ในที่สุด เราก็พูดได้แค่ว่ามันไม่น่าเลวร้ายถึงขั้นนี้เลย
ให้เราทั้งหมดทำการปรับปรุงรูปแบบของการสื่อสาร และปรับปรุงความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆให้ดี เมื่อลูกของเรารู้สึกว่าพ่อแม่ของพวกเขาเข้าใจพวกเขา และยินดีที่จะรับฟังพวกเขา พวกเขาก็จะเปิดหัวใจของพวกเขา และพัฒนาความไว้วางใจให้เพิ่มขึ้น การเรียนการสอน ที่มีประสิทธิภาพ และมีระเบียบวินัยนั้น ไม่สามารถดำเนินการไปได้โดยไม่มีความไว้วางใจกัน ความเข้าใจกัน และความเคารพซึ่งกันและกันในระดับอันควร หากเรามีความกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของบุตรหลานของเราที่ไม่ใช่ในแบบมุสลิม และมันมีผลกระทบต่อวิธีการที่เราใช้กับพวกเขา ทางที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือสอน และให้คำแนะนำที่ดีแก่พวกเขา ให้พวกเขามีความรับผิดชอบ จงไว้วางใจพวกเขา และให้พวกเขารู้ว่าเราห่วงใยพวกเขา จากนั้นก็ขอดุอาอฺ (วิงวอนอัลลอฮฺ) และเชื่อในความกรุณา และความช่วยเหลือจากพระองค์ นี่เป็นอาวุธที่ดีที่สุดของเราท่ามกลางสังคมโลกที่ไม่เชื่อในอัลลอฮฺ ขออัลลอฮฺทรงช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่จะผูกเราแต่ละคนเข้าด้วยกันเป็นครอบครัว และเป็นที่มาแห่งความสุขและความพึงพอใจในบ้านของเราด้วยเถิด อามีน

แบ่งเวลาในแต่ละวันพูดคุยกับลูกๆของเรา หากเรามีลูกมากกว่าหนึ่งคน แต่ละคนควรจะได้รับเวลาแบบส่วนตัวกับเราในปริมาณที่เท่าๆกัน
อ่านหนังสือเกี่ยวกับอิสลามกับลูกๆของเราที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น และเรื่องราวเกี่ยวกับบรรดานบี  และบรรดาซอฮาบะฮฺ  เรื่องราวเหล่านี้จะให้แนวทางที่จำเป็นกับเรา พร้อมทั้งแรงบันดาลใจ
ลองบันทึกการสนทนาของเราเอาไว้สักครั้ง และลองให้คะแนนตัวเอง หรือให้คนอื่นเป็นฝ่ายแนะนำเรา นี่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบส่วนที่แย่ๆของเรา และจะนำไปสู่การปรับปรุง
ขอการแนะนำจากผู้ปกครองคนอื่นๆเมื่อมีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มี ประสบการณ์มากกว่า การทำเช่นนี้อาจช่วยประหยัดเวลา และหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่ไม่น่าจะเกิด และไม่ต้องเจ็บปวดใจ


ท่านศาสดามุฮัมหมัด (ซล.) ครูที่ดีที่สุดในโลก




โดยสุมัยยะฮฺ มีฮัน
บางทีหนึ่งในคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) เป็นดั่งครูที่ยอดเยี่ยม
ก็คือท่านสอนด้วยกับการประพฤติตนเป็นตัวอย่าง
“และอัลกุรอาน เราได้แยกมันไว้อย่างชัดเจน เพื่อเจ้าจะได้อ่านมันแก่มนุษย์อย่างช้า และเราได้ประทานมันลงมาเป็นขั้นตอน” ( 17:106 )
ส่วนหนึ่งจากผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของเราคือ ครู
ส่วนมากของเราสามารถจำครูคนแรกของเราได้ เป็นผู้ที่สอน ก ไก่ ข ไข่ ให้เรา และที่คอยบอกเราถึงระเบียบในสนามเด็กเล่น
ตลอดเวลาที่เราเติบโตมาตั้งแต่วัยเด็กหัดเดินไปจนถึงวันที่เป็นผู้ใหญ่ มีครูจำนวนนับไม่ถ้วนมาคอยช่วยเราตลอดการเดินทางของเราที่จะไปเป็นผู้ใหญ่และเกินจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมที่ช่วยให้เราสามารถทำพีชคณิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่สอนเราในเรื่องจิตวิญญาณของการอภิปราย เราจะเห็นได้ว่าโครงสร้างในการเป็นอยู่ของเรานั้นได้รับอิทธิพลมาจากครูอย่างมาก ครูเป็นผู้ที่นำทางเราบนเส้นทางการศึกษาของเรา
ในอิสลาม มีครูเพียงท่านเดียวที่ได้วางรากฐานการศึกษาทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ด้วยกับ ความกรุณาของพระเจ้าผู้ทรงอำนาจ ศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) ผู้ไม่รู้หนังสือ ได้รับการแต่งตั้งโดย
พระเจ้าผู้ทรงอำนาจให้เป็นศาสดาท่านสุดท้ายและเป็นครูที่สมบูรณ์แบบเพื่อมุสลิม
ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) ถูกเรียกขานว่าเป็น “อัลกุรอานเดินได้” ท่านได้รับหน้าที่ให้อ่านและส่งสารในอัลกุรอานให้แก่มนุษยชาติทั้งหมด แต่ท่านก็ไม่ใช่ครูทั่วๆไป ตามความจริงแล้ว ท่านกำหนดมาตรฐานการศึกษาเอาไว้กว่าพันปีแล้ว ซึ่งเรายังสามารถรู้สึกได้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้
กิริยามารยาทของศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม)
 -ศาสดา อดทน ไม่รู้จักเหนื่อย
 - มุสลิมทั่วโลกต้องการมารยาทของท่านศาสดา
 - มารยาทดี : กุญแจสู่สวรรค์
 - ความอดทนของท่านศาสดา
 - ศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) : นายแห่งความอดกลั้น
ด้วยวิธีการอันหลากหลายที่ทำให้ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) ได้เป็นและยังคงเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เคยมีมาบนโลกนี้ ต่อไปนี้คือวิธีการของท่านซึ่งยกมาเป็นตัวอย่างเพียงไม่กี่ข้อเท่านั้น

ท่านไม่เคยทิ้งนักเรียนคนใด
ในห้องเรียนทั่วโลก เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับครูผู้สอนที่จะต้องแยกนักเรียนที่เก่งออกจากนักเรียนที่อ่อน ซึ่งพวกหลังนี่จะถูกจัดให้อยู่ในชั้นเรียนที่มีความท้าทายน้อย ซึ่งจะไม่ทำอะไรเท่าไรในการพัฒนารักษาจิตใจ ในขณะที่ “นักเรียนฉลาดกว่า” จะได้รับโอกาสที่จะเก่งได้ทุกคน
ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) ไม่สร้างความแตกต่างระหว่างนักเรียนในเรื่องระดับของสติปัญญา ฐานะทางสังคม หรือชั้นวรรณะอื่นๆที่แยกเราในสังคม นอกจากนี้ท่านยังไม่เคยที่จะกีดกันหรือขับไล่ใครออกจากอิสลาม แต่กลับใช้ความพยายามในการถ่ายทอดสารที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษยชาติทั้งหมด ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) กล่าวว่า...
“ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ! ถ้าพระองค์จะนำคนหนึ่งคนใดสู่อิสลามโดยผ่านมูลเหตุจากท่าน จะดีสำหรับท่านยิ่งกว่าอูฐสีแดงเสียอีก” (อัลบุคอรี 192)

ในการกำหนดตัวอย่างรวมๆนี้ มุสลิมมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของวิธีดึงดูดคนอื่นให้เกิดความศรัทธาในอิสลาม

ท่านเป็นนักพูดที่สมบูรณ์แบบ
ส่วนมากของพวกเราจะได้เจอครูอย่างน้อยก็หนึ่งคนที่ชอบพูดอ้อมแอ้มฟังไม่รู้เรื่อง หรือไม่ก็พูดเร็วเกินไปจนทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าใจสิ่งที่กล่าว ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่สอนแล้ว แม้แต่ในทุกวันนี้ เรามักจะมองข้ามการเร่งสอนของครูส่วนใหญ่ เพื่อที่จะอัดข้อมูลให้เข้าไปในแต่ละการสอนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ในทุกแง่มุมของชีวิตท่าน ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) เป็นแบบอย่างและปฏิบัติในสิ่งที่ท่านสอน
ศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) จัดระเบียบในวิธีการสอนของท่าน และไม่เคยเร่งการสอนของท่านให้จบๆ จากคำพูดของภรรยาสุดที่รักของท่าน ท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร่อฎิยั่ลลอฮู่อันฮา) กล่าวว่า...
“ท่านพูดในลักษณะที่ว่า ถ้ามีใครนั่งนับคำพูดของท่าน เขาก็สามารถจะนับได้”(บุคอรี 768)
ตามคำพูดของเพื่อนๆของท่าน ท่านศาสดาจะพูดซ้ำสามครั้ง คำที่ท่านพูดและบทเรียนที่ท่านสอนนั้นชัดเจน ซึ่งช่วยให้นักเรียนในอิสลามมีพรสวรรค์ที่จะทำให้ความศรัทธาเชื่อมั่นของพวกเขาสมบูรณ์แบบ และสามารถที่จะรับอัลกุรอานเข้าสู่หัวใจของพวกเขาได้ ในการพูดของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) เป็นความสมบูรณ์แบบ ท่านมีความตั้งใจจริง ด้วยการพูดซ้ำๆ เป็นวิธีการที่จะส่งสารของท่านให้นักเรียนแต่ละคนนำมันกลับไปที่บ้านได้ เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนที่ดีเยี่ยมอย่างหนึ่ง

ท่านดำเนินชีวิตเป็นตัวอย่าง
บางทีหนึ่งในคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) เป็นครูที่ยอดเยี่ยมก็คือท่านทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ท่านมักจะสอนบรรดาสหายของท่านเกี่ยวกับเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า
ผู้ทรงอำนาจ ท่านใช้ชีวิตตามครรลองของศาสนาอิสลาม และระลึกถึงปรโลกอยู่เสมอ
ในทุกแง่มุมของชีวิตของท่าน ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) เป็นแบบอย่างและท่านปฏิบัติในสิ่งที่ท่านสอน ทำให้สหายของท่านเห็นว่าเป็นเรื่องง่าย ใกล้ชิด และเป็นส่วนตัว สอนให้รู้จักวิธีการใช้ชีวิตของพวกเขาให้สอดคล้องกับอัลกุรอานและซุนนะฮฺ ดังที่พระเจ้าผู้ทรงอำนาจได้กล่าวไว้ใน
กุรอานว่า...
“โดยแน่นอน ในรอซูลของอัลลอฮฺมีแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว สำหรับผู้ที่หวัง (จะพบ) อัลลอฮฺ และวันปรโลก และรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมาก ( 33:21 )
ถ้าท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) ไม่ได้ใช้ชีวิตในทุกด้านในทุกรายละเอียดตามคัมภีร์อัลกุรอานแล้ว ก็จะเกิดผลเสียหายกับระดับของความไว้วางใจที่ท่านได้สร้างไว้กับบรรดาสหายของท่าน

อดทนบนความทุกข์ยาก
ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) ต้องเผชิญกับความขัดแย้ง หลังจากที่ได้ปักหลักในมะดีนะฮฺ และไม่เคยคิดจะเลิกราแม้แต่สักครั้งเดียว
กี่ครั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรงเรียนในเมืองของประเทศเรา คุณได้ยินไหมว่าครูผู้สอนต้องร้องไห้ฟูมฟายเพราะ “นักเรียนที่ก้าวร้าว” จนถึงกับต้องโยนผ้ายอมแพ้?
เนื่องจากมีครูผู้สอนจำนวนมาก สามารถเข้าถึงนักเรียนได้ดีมากในเรื่องจิตวิญญาณของความเข้าใจ นักเรียนแต่จะไม่สามารถรับได้กับนักเรียนที่ขัดขืนกับทุกขั้นตอนของการสอน
ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) โดนดูถูกเหยียดหยามและแสดงความเกลียดชังมาแล้วอย่างมากมายมหาศาลที่ท่านเริ่มถ่ายทอดสารของอิสลามทันทีที่ท่านเป็นศาสดา ในนครมักกะฮฺ ท่านใช้เวลาสิบสามปีในการพยายามที่จะถ่ายทอดสารจากกุรอานให้แก่ผู้คนของท่านที่หลงทาง และได้พบกับความรุนแรง ต่อต้านทุกขั้นตอนของการพยายาม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นจากผู้คนของท่านที่เข้ารับอิสลาม
ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) ต้องเผชิญกับความขัดแย้ง หลังจากที่ได้ปักหลักในมะดีนะฮฺ และไม่เคยคิดจะเลิกราเลยแม้แต่สักครั้งเดียว บางส่วนของคุณลักษณะส่วนตัวที่ดีที่สุดที่ช่วยในการเสริมสร้างความตั้งใจของท่าน และเพิ่มพลังการอุทิศตนเพื่อภารกิจของท่าน รวมไปถึงภูมิปัญญา ความอดทน และความตั้งใจจริง ที่จะเสียสละเพื่ออัลลอฮฺผู้ทรงอำนาจ
วิธีการที่ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) ถ่ายทอดสารของอิสลามให้แก่สหายของท่านนั้น เป็นวิธีที่ส่งผลกระทบเป็นคลื่นกระเพื่อมมานานหลายศตวรรษแล้ว ทำให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกทุกวันนี้
ไม่ว่าคุณจะเป็นมุสลิมใหม่หรือมุสลิมตั้งแต่กำเนิด แบบอย่างของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) ในฐานะของครูที่มีพรสวรรค์ เป็นพลังที่รวมกันในโลกอิสลาม และในเรื่องของการศึกษานั้น แบบอย่างของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลลั่ลลอฮุ อลัยฮิ วะซั่ลลัม) ก็ยังคงเป็นตัวเร่งความเข้าใจให้ดีขึ้น